Rommantek ขอบคุณเรื่องราวที่ดีในชีวิต จนมาเป็นบล็อกเกอร์บทความ ที่มีผู้ติดตามมากที่สุด

This content shows Simple View

สุขภาพ

สิ่งทำลายสมอง ที่คุณไม่ควรมองข้าม

สิ่งทำลายสมอง ที่คุณไม่ควรมองข้าม

ร่างกายของทุกคนประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ ทั้งภายใน เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ม้าม เป็นต้น และภายนอกเป็นโครงสร้างกล้ามเนื้อโดยทุกส่วนของร่างกายจะถูกควบคุมมาจากสมองทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอกเกี่ยวกับหน้าที่การทำงานของสมองพร้อม 5 สิ่งทำลายสมองที่คุณไม่ควรมองข้าม ดังต่อไปนี้

หน้าที่การทำงานของสมอง

สมองคือศูนย์กลางการควบคุมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การควบคุมการเคลื่อนไหว การเดิน วิ่ง การรับรู้จากการมองเห็นรูปด้วยตา การได้ยินเสียง การสัมผัส รวมถึงการรู้สึกเจ็บ หลายคนคิดว่าความรู้สึกเจ็บมาจากผิวหนัง ในความเป็นจริงได้ถูกแปลงจากจุดศูนย์กลางความเจ็บปวดที่สมองโดยสิ่งภายนอกเป็นเพียงตัวรับเท่านั้น นอกจากนี้สมองยังควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ ที่ไม่สามารถสั่งได้ด้วยตัวเอง เช่น การเต้นของหัวใจ หายใจ ย่อยอาหาร อุณหภูมิ เป็นต้น

สิ่งสำคัญภายในสมองยังประกอบด้วยเซลล์ประสาทที่เรียกว่า นิวรอน ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ ทำหน้าที่สนับสนุนการส่งออกซิเจน อาหารและแยกประสาทออกจากกันเพราะการทำงานของสมองเป็นไฟฟ้า ถ้าไม่แยกประสาทจะทำให้ประสาทรวมกันเป็นกระจุกเกิดการช็อตได้ ส่วนที่เหลือก็จะเป็นเนื้อสมอง 85 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสมองฝั่งซ้ายทำหน้าที่เกี่ยวกับการใช้เหตุและผลทำให้สามารถคำนวณ บวก ลบ คูณ หารได้ ส่วนสมองฝั่งขวาเกี่ยวกับอารมณ์ และหากได้มีการเปรียบเทียบสมองคนกับสัตว์จะเห็นได้ว่ามีการแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการต่อสู้ การเคลื่อนไหวเหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันในส่วนของเปลือกสมอง เรียกว่า Cerebral Cortex โดยเฉพาะในส่วนของหน้าผาก เพราะมนุษย์จะมีการพัฒนาการเรียนรู้ ความจำ เหตุผลและอารมณ์

คนเราจึงควรทำสิ่งที่มีผลดีต่อสมอง แต่ด้วยภาระหน้าที่การงาน รวมถึงสื่อบันเทิง งานอดิเรก และอื่น ๆ ก็ทำให้หลายคนละเลยการดูแลตัวเอง และมีพฤติกรรมที่ไม่เป็นผลดีกับสมอง เช่น

1.การไม่รับประทานอาหารมื้อเช้า ซึ่งเป็นมื้อที่สมองมีความต้องการใช้น้ำตาล ไม่ควรที่จะละเลย เพราะจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำตาลนั่นเอง

2.นอนหลับไม่เพียงพอ เนื่องจากสมองมีการทำงานเป็นไฟฟ้า หากอดนอนจะทำให้เกิดความร้อนสะสมก็จะทำให้สมองเสื่อม หรือฝ่อลงไป ส่วนจำนวนชั่วโมงการนอนในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน บางคน 8 ชั่วโมง บางคนแค่ 5 ชั่วโมงก็เพียงพอ ซึ่งจะต้องสังเกตตัวเองว่าตื่นมารู้สึกสดชื่นหรือไม่ ถ้าสดชื่นแสดงว่าการนอนหลับเหมาะสมกับคุณแล้ว นอกจากนี้ควรนอนที่มีอากาศถ่ายเทเพื่อป้องกันไม่ให้สมองขาดออกซิเจน รวมถึงการนั่งสมาธิก่อนนอนจะได้หลับสนิทเพราะได้มีการวิจัยมาแล้วว่า การนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เซลล์ประสาทเพิ่มขึ้น โครงสร้างของสมองมีการพัฒนาตัวทำให้คลื่นสมองดี แสดงให้เห็นว่า การทำงานของสมองเป็นระบบมากขึ้น

3.ใช้สมองขณะไม่สบาย หากฝืนใช้สมองในช่วงป่วยก็จะทำให้ใช้งานสมองมากเกินไปซึ่งเป็นการทำลายสมอง เพราะฉะนั้น หากมีอาการป่วย ก็ควรที่จะหยุดพักสมองจะดีกว่า

4. ขาดการฝึกสมองด้วยการใช้ความคิด ส่งผลให้สมองเสื่อมได้เพราะไม่ได้เกิดการพัฒนาการ หากไม่อยากให้เป็นเช่นนี้ ควรฝึกสมองอย่างสร้างสรรค์ เช่น ฝึกเล่าเรื่องให้ผู้อื่นฟัง ฝึกบวกลบตัวเลขง่าย ๆ การวาดภาพ ทำงานอดิเรก หรือเล่นดนตรี เป็นต้น

5. เครียดเป็นประจำ ความเครียด ซึ่งนำไปสู่อารมณ์โกรธ เกรี้ยวกราดและหงุดหงิด ก็จะทำให้ระบบประสาทเปลี่ยนแปลง สะเทือนไปถึงสมองทำให้ทำงานได้ไม่ดี

5 สิ่งที่ทำลายสมอง ที่เราได้กล่าวข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณสามารถหลีกเลี่ยงพฤติกรรมข้างต้นได้ตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะหากสังเกตตัวเองแล้วว่ามีสัญญาณอาการที่คิดอะไรไม่ออก สมองตื้อ ขี้หลงขี้ลืมและไม่มีสมาธิ ก็จะได้รีบหาสาเหตุและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้สมองกลับมาทำงานได้อย่างเต็มที่ดังเดิม

หน้าที่การทำงานของสมอง



ประโยชน์ดี ๆ จากการดื่มน้ำชา

ประโยชน์จากการดื่มน้ำชาเป็นประจำ มีอะไรบ้าง

การดื่มน้ำชาเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมโบราณที่นิยมมานานหลายร้อยปีทั้งในประเทศทางยุโรปและเอเชีย เช่น จีนและญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีการดื่มชาทั้งแบบร้อนและเย็น มีการดัดแปลงสูตรให้ดื่มง่ายและรสชาติหอมอร่อยมากมาย

ประโยชน์จากการดื่มน้ำชาเป็นประจำ มีอะไรบ้าง

1. ทำให้หัวใจแข็งแรง

การที่หัวใจทำงานดีขึ้นได้จากการดื่มน้ำชาวันละ 3 แก้ว เป็นผลการวิจัยจากต่างประเทศ ซึ่งแนะนำว่าต้องเลือกเป็นชาเพื่อสุขภาพ ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลและครีมเทียม หากดื่มเป็นชาร้อน อย่าง ชาคาโมมายล์ ชากุหลาบ ชาขิง จะยิ่งทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดดีขึ้น หัวใจจึงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นและยังทำให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองดีขึ้น ทำให้ลดอาการตึงเครียดปวดศีรษะได้ด้วย

2. ดีต่อระบบลำไส้

หลายคนที่ดื่มกาแฟแล้วทำให้ท้องผูก แนะนำให้ลองดื่มชาร้อน ๆ แทน โดยเฉพาะชาสูตรสมุนไพรที่มีขิงผสม หรือชาจีนจะช่วยในการขับลมและยังมีฤทธิ์ชำระล้างสารพิษในระบบทางเดินอาหาร ทั้งยังมีสารโพลีฟีนอลที่กำจัดแบคทีเรียชนิดร้ายในลำไส้ได้อีกด้วย ยืนยันได้จากการวิจัยต่างประเทศที่พบว่าการดื่มชาเป็นประจำลดปัญหาโรคลำไส้แปรปรวนได้เป็นอย่างดี

3. ลดความเครียด

ในใบชามีสารหลายชนิดที่ช่วยในการกระตุ้นสมอง เช่น คาเฟอีน และยังมีสารกลุ่มโพลีฟีนอล โพแทสเซียม วิตามินบี ฯลฯ ที่เมื่อรวมกันแล้ว ส่งเสริมการทำงานของสมอง ทำให้ลดภาวะปวดหัวไมเกรนที่มักมากับความเครียดที่เกิดกับคนวัยเรียนและวัยทำงานได้ด้วย หากคุณเป็นคนที่เครียดและปวดศีรษะง่าย แนะนำให้ทดลองดื่มชาสูตรหวานน้อยเป็นประจำ แล้วลองสังเกตการเปลี่ยนแปลงดู

4. ช่วยปรับการเผาผลาญ

ในใบชามีสารจากธรรมชาติ ที่ช่วยกระตุ้นอัตราการเผาผลาญไขมันชนิดร้าย คือ คลอเรสเตอรอลในระบบหลอดเลือด และไขมันที่เป็นอันตรายจากการสะสมที่ตับ ทำให้สลายออกไปทางน้ำดีและถ่ายเป็นอุจจาระได้ ทำให้มีหลายแบรนด์ผลิตภัณฑ์ทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยนำชาเป็นส่วนผสม เพื่อการลดไขมันส่วนเกิน ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้สูงอายุและวัยทำงานอย่างมาก

5. ช่วยต้านความชรา

ในยอดอ่อนใบชา มีสารกลุ่มต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าช่วยในการปกป้องเซลล์ร่างกายจากสิ่งแวดล้อม สารเคมี สารพิษ ฯลฯ จึงมีการนำมาเป็นส่วนผสมของครีมบำรุงผิวพรรณด้วย การดื่มชาร้อน โดยเฉพาะที่ได้จากส่วนยอดอ่อน จึงเป็นตัวช่วยปกป้องผิวไม่ให้ดูแก่ก่อนวัยได้

เราหวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้ทุกท่านได้เห็นประโยชน์ของการดื่มน้ำชาเพื่อสุขภาพมากขึ้น อย่างไรก็ควรเลือกสูตรที่หวานน้อย และทำจากธรรมชาติแท้ เพื่อให้ดีต่อสุขภาพในระยะยาวด้วย

ประโยชน์ดี ๆ จากการดื่มน้ำชา



เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวาน สำคัญต้องรีบรู้

กรรมพันธุ์จาก โรคเบาหวาน

ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกเตือนให้ทุกคนใส่ใจสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน ซึ่งพบในคนอายุน้อยลงจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไป เราจึงรวมสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคนี้มาฝาก เพื่อให้ทุกท่านได้ดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมมากขึ้น ดังนี้

กรรมพันธุ์จาก โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานไม่ใช่โรคติดเชื้อ แต่มีโอกาสส่งผ่านทางกรรมพันธุ์ เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินหรือสร้างได้ในปริมาณที่น้อยเกินไป ทำให้ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูง หากปล่อยไว้จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายแรง เช่น หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงดวงตาอักเสบทำให้ตาบอด เส้นประสาทที่ปลายนิ้วมือปลายเท้ามีอาการชาและไม่รับความรู้สึก รวมถึงเส้นเลือดที่ไปไตมีการสูญเสียการทำงานทำให้ไตวายได้

ในเบื้องต้น คนที่เป็นโรคเบาหวานจะมีอาการกระหายน้ำบ่อยผิดสังเกต ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืนที่ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะ 2-3 ครั้ง เริ่มชาปลายนิ้วมือและเท้า มีอาการหน้ามืดเวียนหัวอ่อนเพลียอย่างไม่รู้สาเหตุ

หน่วยงานด้านสาธารณสุขจึงแนะนำว่าผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นเบาหวานและคนทั่วไป ควรเลือดหาระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร หรือตรวจหาค่าน้ำตาลสะสมที่เกาะเม็ดเลือด ที่เรียกว่า Hemoglobin a1c เป็นระยะจะทำให้คัดกรองพบภาวะเบาหวานได้เร็วขึ้น

ถ้าเจาะเลือดแล้วพบว่าระดับน้ำตาลสูงมากกว่า 125 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 ซีซี หรือค่า Hemoglobin a1c มากกว่า 8% ก็จะแสดงว่าเป็นเบาหวาน ซึ่งต้องปรับพฤติกรรมและอาจต้องใช้ยาร่วมด้วย

การปรับพฤติกรรมเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร ต้องงดการดื่มเครื่องดื่มที่มีความหวานสูง เช่น ชานมไข่มุก เครื่องดื่มกาแฟโกโก้ที่ใส่ครีมเทียมและน้ำตาลปริมาณมาก น้ำอัดลม รวมถึง ขนมหวานและผลไม้รสหวานจัด ที่ต้องควบคุมปริมาณให้น้อยลง เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น และควบคุมภาวะเบาหวานได้ยาก

ด้านการ ออกกำลังกาย ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นให้อวัยวะทุกส่วนทำงานได้อย่างสมดุลดียิ่งขึ้น ที่สำคัญยังช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่พบในคนเป็นเบาหวานในช่วงวัยกลางคนขึ้นไปด้วย

การดูแลความสะอาดของผิวหนังโดยเฉพาะที่เท้า ซอกนิ้ว เล็บ และฝ่าเท้าก็สำคัญ ต้องหมั่นตรวจดูว่ามีบาดแผลเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะคนที่เป็นเบาหวานจะสูญเสียความรู้สึกรับรู้ไป คนเป็นเบาหวานแม้มีการติดเชื้อเพียงเล็กน้อย เช่น เข็มตำ มีดบาด ฯลฯ ก็สามารถติดเชื้อแบคทีเรียลุกลามรุนแรงทำให้ต้องตัดอวัยวะได้

จะเห็นได้ว่าโรคเบาหวานนั้นเป็นเรื่องใกล้ตัวเราทุกคน การดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคเบาหวานเป็นสิ่งสำคัญ ต้องศึกษาวิธีการสังเกตตัวเองและการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมเป็นประจำ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น และยังทำให้ปลอดจากโรคเรื้อรังอื่นๆได้ด้วย

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวาน สำคัญต้องรีบรู้



วิธีรับมือกับความเครียด จากชีวิตประจำวัน

ว่าด้วยเรื่องของความเครียด ทุกสิ่งที่มีชีวิต มีลมหายใจล้วนสามารถเกิดความเครียดได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะคน หรือสัตว์ มีอีกหลายๆสาเหตุ ที่ทำให้เกิดความเครียดได้ และวิธีคลายเครียดของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของบุคคลนั้นๆ ว่าคิดบวกหรือว่าคิดลบ แต่โดยรวมแล้ว ความเครียดไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีในชีวิตเราเลย แต่เราก็ไม่สามารถหลีกหนีกับความเครียดนี้ไปได้

สาเหตุของความเครียด

สาเหตุหลักๆของการเกิดความเครียดของมนุษย์เรา คือการดำเนินชีวิต วิถีชีวิตประจำวันของแค่ละคนก็แตกต่างกันออกไป ปัญหาจากการทำงานก็เป็นสาเหตุเด่นๆเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะอยู่ในระดับไหน ลูกน้อง หัวหน้างาน ผู้บริหาร ไปยันเจ้าของกิจการ แรงกดดัน ค่าจ้าง เพื่อนร่วมงาน ล้วนสร้างความเครียดให้เราได้ตลอด แล้วเราจะรับมือกับความเครียดนี้ได้ยังไง เครียดมากไปเสียสุขภาพจิตหรือเปล่า หรือเครียดจนทำให้เจ็บป่วยไม่สบายนอนโรงพยาบาล บางคนถึงขั้นคิดสั้นฆ่าตัวตายก็มี เส้นเลือดในสมองแตก เครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ หรืออาจจะเสียสติไปเลยก็มี ทีนี้เราลองมาหาวิธีคลายเครียดกันดีกว่า

การฟังเพลง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการคลายเครียด เพลงอะไรก็ได้ที่เราชอบ หรือเพลงที่ฟังแล้วเรารู้สึกมีกำลังใจทุกครั้งที่ได้ยิน การฟังเพลงจะช่วยปรับอารมณ์ให้เย็นลง ยกตัวอย่าง เช่น การเดินทาง ขับรถยนต์ส่วนตัวไปทำงานเองต้องเจอปัญหารถติดเร่งรีบกันทุกคน การเปิดเพลงฟังระหว่างรอจะช่วยให้ผ่อนคลายขึ้น ลดความเครียดลงไปได้เยอะเลย สำหรับคนที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะ รถเมย์ รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน หรือบริการสาธารณะอื่นๆ ที่จะต้องเจอเป็นประจำเลยคือ ความแออัด อากาศร้อน คนเยอะเบียดเสียดที่เราหลีกเลี่ยงมันไม่ได้ ตัวช่วยคลายเครียดก็คือฟังเพลงใส่หูฟัง รับรองเพลินแบบไม่สนใจใคร

หลังจากการทำงานที่คุณเจอความเครียดมาทั้งวัน ถ้าได้กินของอร่อยก็คงจะดีขึ้นนะ การกินก็ช่วยคลายเครียดได้ เลิกงานรวมกลุ่มหาของกินอร่อยๆ นั่งกินนั่งคุยกันจนลืมไปเลยว่าเครียดว่าเหนื่อย บุฟเฟ่ต์จะเยียวยาทุกสิ่ง เป็นวลียอดฮิต ทุกครั้งที่รู้สึกเหนื่อยหรือเครียดเราก็จะนึกถึงคำๆนี้ หายเครียดแน่นอน

นี่ก็เป็นแค่บางส่วน ที่เราใช้คลายความเครียดได้ ยังมีอีกหลายๆวิธีที่ทำให้เรามีความสุข กำจัดความเครียด สู้กับปัญหาได้ในทุกๆวัน ยิ้มและยอมรับกับปัญหาและแก้ไขมัน ความเครียดที่เราสร้างมันขึ้นมาไม่ได้ทำให้เรามีความสุขได้ แต่เราเลือกที่จะไม่สร้างมันขึ้นมาได้ ความสุขของเราคนอื่นสร้างให้ไม่ได้ แต่เราสร้างความสุขให้ตัวเราเองได้ ยิ้มสู้มันต่อไป

สาเหตุของความเครียด




top