Rommantek ขอบคุณเรื่องราวที่ดีในชีวิต จนมาเป็นบล็อกเกอร์บทความ ที่มีผู้ติดตามมากที่สุด

This content shows Simple View

Uncategorized

ไม่อยากเป็นคนคิดมากขี้กังวลต้องอ่าน

ไม่อยากเป็นคนคิดมากขี้กังวลต้องอ่าน

ในปัจจุบันมีการเก็บสถิติพบว่าผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และคนวัยทำงาน มีภาวะวิตกกังวล คิดมากเกินไป ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเครียดและโรคซึมเศร้าได้ง่าย

เราจึงได้รวบรวมเทคนิคที่น่าสนใจในการลดปัญหานี้ มาฝากกันดังนี้

1. การฝึกสมาธิและสติ

การฝึกสมาธิและสติจะช่วยให้รู้ทันความคิดของตัวเอง เมื่อใดก็ตามที่คุณใจลอยคิดถึงเรื่องในอดีต หรือคาดหวังสิ่งต่าง ๆ ในอนาคตมากเกินไป การมีสติให้อยู่กับตัวเอง รู้ถึงปัจจุบันขณะ จะทำให้ลดความคิดวิตกกังวลในเรื่องต่าง ๆ ได้มาก ทำให้ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

2. การเขียนสิ่งที่คิดเป็นตัวอักษร

เป็นเทคนิคที่ช่วยในการระบายความเครียด ความกดดัน หรือทำให้คุณหลุดพ้นจากวังวนความคิดต่าง ๆ ที่มักจะทำให้คุณรู้สึกกลุ้มใจและวิตกกังวลซ้ำ ๆ การเขียนทุกครั้ง จะเท่ากับให้คุณได้ปลดปล่อยตัวเอง แล้วก็ได้ทบทวนกับตัวเองอย่างชัดเจนขึ้น นักเขียนหลายคนมาจากการเขียนระบายความคิดต่าง ๆ ลงกระดาษ แล้วต่อยอดเป็นอาชีพสร้างรายได้ได้ด้วย

3. การมีช่วงเวลาพักผ่อนสมอง

ตัวอย่างที่สำคัญ คือ การหางานอดิเรกทำ เช่น เล่นเกม อ่านหนังสือนิยาย หรือ การไปออกกำลังกาย ว่ายน้ำ ตีแบดมินตัน ปั่นจักรยาน หรือวิ่งในสวนสาธารณะ จะทำให้สมองได้ว่างมากขึ้น คุณจะรู้สึกสนุกสนานกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทำให้หยุดคิดเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ได้ ที่สำคัญ ในระหว่างการพัก ระบบฮอร์โมนและสารเคมีในสมองก็จะทำการปรับเปลี่ยนสมดุลได้ดียิ่งขึ้นด้วย

4. การให้กำลังใจตัวเอง

หลายคนที่คิดวิตกกังวลหรือคิดมาก เพราะมีความไม่มั่นใจในตัวเอง กลัวว่าหากตัดสินใจผิดพลาดแล้วจะถูกคนอื่นตำหนิ หรือสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ทั้งที่จริงแล้วการผิดพลาดคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นการสร้างประสบการณ์ให้แก่ชีวิตที่ทุกคนจะต้องประสบพบเจอ ดังนั้นจึงไม่ควรกังวลความผิดพลาดมากเกินไปจนไม่กล้าที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า

5. อ่านประวัติผู้ที่ประสบความสำเร็จ

เมื่อลองอ่านประวัตินักธุรกิจหรือคนที่สำเร็จในสายอาชีพ จะพบว่าเขาเหล่านั้นล้วนผ่านการคิดและตัดสินใจมานับครั้งไม่ถ้วนในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งถูกและผิด แต่การมุ่งมั่นทำสิ่งที่รักและมีเป้าหมายในการใช้ชีวิต เป็นสิ่งที่ทำให้ก้าวต่อไปและสำเร็จได้ในที่สุด จะทำให้คุณมีความกล้าคิดตัดสินใจมากขึ้น และลดความคิดวิตกกังวลได้

หวังว่าเทคนิคการจัดการกับอาการคิดมากที่นำเสนอไปข้างต้นนี้ จะช่วยให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างดี เพียงปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพิ่มการออกกำลังกาย พบปะผู้คนให้มากขึ้น จะทำให้คุณลดอาการคิดมากได้เร็วขึ้น

เทคนิคที่น่าสนใจในการลดปัญหา



ข้อควรรู้ทำไมเราต้องมีพินัยกรรม

ข้อควรรู้ทำไมเราต้องมีพินัยกรรม

การทำพินัยกรรมนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากและซับซ้อนอย่างที่คิด สำหรับทางกฎหมายหรือทนายนั้นมีการสนับสนุนให้ผู้ที่ต้องการแสดงเจตจำนงในการทำพินัยกรรมสามารถทำได้เลย เนื่องจากการที่ไม่ยอมลงมือทำหรือสื่อสารออกมาก็ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรจะนำมาซึ่งความยุ่งยากภายหลังอีกหลายประการได้

การทำพินัยกรรมคือ

คำสั่งสุดท้ายซึ่งแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินหรือกิจการต่าง ๆ ของผู้ทำพินัยกรรมเพื่อที่จะเกิดผลบังคับตามกฎหมายในเมื่อผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตายโดยทำแบบใดแบบหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ (ป.พ.พ. มาตรา 1646 – 1648)

การทำพินัยกรรมคือการที่ผู้ที่ต้องการทำพินัยกรรมเพื่อมอบมรดกทรัพย์สินที่มีให้กับทายาทหรือผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับมรดกตามกฎหมาย การทำพินัยกรรมนั้นเป็นการวางแผนเพื่ออนาคตของทั้งผู้ทำและผู้รับเป็นการวางแผนระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำไว้เพราะหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะได้ไม่เสียใจในภายหลัง การทำพินัยกรรมสามารถทำได้โดยง่ายเพียงปรึกษาทนายความที่สามารถให้คำปรึกษาแล้วสามารถทำได้เลย

กรณีที่เจ้าของมรดกไม่ได้ทำพินัยกรรม ทายาทที่มีสิทธิ์ได้รับมีลำดับดังนี้

1.ลูก หลาน เหลน โหลน ลื้อ
2.บิดามารดา
3.พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
4.พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
5.ปู่ย่าตายาย
6.ลุงป้าน้าอา

พินัยกรรมมี 5 ประเภทดังนี้

1.พินัยกรรมแบบธรรมดา

พินัยกรรมประเภทนี้จะต้องมีวัน เดือน ปีในขณะที่ทำด้วยได้ ในรูปแบบนี้ผู้ทำไม่ต้องทำเอง สามารถสั่งให้ผู้อื่นทำ รูปแบบนี้จะมีลักษณะเป็นรูปเล่ม มีพยานอย่างน้อย 2 คน อยู่พร้อมกันขณะนั้น พยานจะต้องลงลายมือชื่อรับรอง หากมีการลบหรือการขูดไว้ทุกแห่งที่มีร่องรอยการแก้ไข

2.พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ

พินัยกรรมประเภทนี้ผู้ทำจะทำการเขียนด้วยลายมือของตัวเองทั้งฉบับ รายละเอียดจะต้องมีวัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม มีการลงรายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมโดยไม่ต้องมีพยาน หากมีการแก้ไข ผู้ทำจะต้องมีการลงลายมือชื่อกำกับไว้ในจุดที่แก้ไขทุกแห่ง

3.พินัยกรรมทำเป็นเอกสารเมือง

พินัยกรรมประเภทนี้จะทำขึ้นโดยเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตหรืออำเภอเป็นผู้ดำเนินการ มีผู้ทำพินัยกรรมและมีพยานในการทำพินัยกรรม 2 คน ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน 1 ฉบับ โดยทำการเก็บไว้ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอนั้น ๆ

4.พินัยกรรมแบบเอกสารลับ

พินัยกรรมฉบับนี้ผู้ทำสามารถทำเป็นหนังสือ เขียนหรือพิมพ์เองได้ หรืออาจจะให้ผู้อื่นทำให้ก็ได้ โดยมีการลงลายมือชื่อในพินัยกรรม มีการปิดผนึกพินัยกรรมนั้น แล้วลงลายมือชื่อตามรอยผนึกนั้นด้วย จากนั้นจะนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่นายอำเภอและมีพยานในที่นั้น 2 คน นายอำเภอจะทำการประทับตรา พยานและนายอำเภอจะทำการลงลายมือชื่อพร้อมกัน ถือว่าสมบูรณ์

5.พินัยกรรมทำด้วยวาจา

ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องมีกรณีที่เป็นพฤติการณ์พิเศษที่ไม่สามารถทำพินัยกรรมได้ตามรูปแบบการทำพินัยกรรมถือเป็นกรณีฉุกเฉิน อย่างเช่นกรณีที่มีความเจ็บป่วยอาการสาหัส เกิดภาวะสงคราม เจ็บป่วยใกล้ตายเท่านั้นกรณีนี้จะอาศัยพยานในการทำพินัยกรรม 2 คน

การทำพินัยกรรมถือเป็นสิ่งสำคัญที่ควรตระหนักและให้ความสำคัญ ต้องมีการวางแผนที่ดีในการทำตั้งแต่เนิ่น ๆ ในเวลาที่สามารถทำได้ เพราะหากมีการเตรียมการไว้จะได้ไม่เสียใจในภายหลังสำหรับผู้ที่ยังอยู่จะได้ง่ายต่อการจัดการดูแลต่อไป ดีกว่าที่จะเป็นเพียงความตั้งใจที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรจนอาจก่อให้เกิดเรื่องยุ่งยากได้ในภายหลัง

การทำพินัยกรรมเพื่อมอบมรดกทรัพย์สินที่มีให้กับทายาท




top